เที่ยวนี้ที่ "เจดีย์เสาเดียว"

 

แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในเวียดนาม


                                                  เที่ยวนี้ที่ "เจดีย์เสาเดียว"



      สวัสดีค่าาาา ครั้งนี้ LOVE TO TRAVEL จะพาทุกคนไปเที่ยวพร้อมกับการได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเวียดนาม ซึ่งสถานที่ที่เราคัดสรรมาในวันนี้มีประวัติอันยาวนาน และยังมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม

👇👇👇ไม่รอช้า ไปดูกันเลยยยยยย👇👇👇
      

        วัดเจดีย์เสาเดียว หรือชาวเวียดนามเรียกว่า "จั่วโหมดโกด" (Chùa Một Cột) ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรควรพลาดอีกสถานที่หนึ่งในเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม เพราะสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญต่อความเชื่อของชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก เป็นวัดที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาเวียดนาม และยังมีสถาปัตยกรรมที่แปลกใหม่ มีเอกลักษณ์ของเจดีย์เสาเดียวที่ตั้งอยู่เหนือสระน้ำขนาดย่อมบนเสาหินเดี่ยวซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศรายล้อมด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม


         


👉ที่ตั้ง  วัดเจดีย์เสาเดียว (One Pillar Pagoda) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฮานอย ซึ่งอยู่ในสวนสาธารณะที่อยู่ด้านหลังถนน Ong Ich Kiem ในเขต Ba Dinh ของฮานอย ประเทศเวียดนาม ใกล้กับอนุสรณ์สถานจัตุรัสบาดิ่ญ (Quảng Trường Ba Đình) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่มีชื่อเสียงและเป็นสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนาม 




🏡การก่อสร้าง  สร้างขึ้นเมื่อปี ค.. 1049 โดยสมเด็จพระจักรพรรดิลี้ไท้ตง(ผู้ครองราชย์ในช่วงระหว่างปี ค.. 1028 ถึงปี 1054)  ในสมัยราชวงศ์ลี้ ได้รับการสนับสนุนจากพุทธศาสนามหายาน และแม้ว่าจะเคยถูกฝรั่งเศสทำลายไปในช่วงถอยทัพออกจากเมือง แต่เจดีย์แห่งนี้ก็ยังถือเป็นอนุสาวรีย์แห่งสำคัญซึ่งได้รับการบูรณะไปแล้ว 3 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1840- 1850, .. 1922 และสร้างขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์ในปี 1955



🙏ความสำคัญ วัดเจดีย์เสาเดียวถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาแด่เจ้าแม่กวนอิน ตามตำนานที่ได้เล่าขานกันต่อ ๆ มาว่า พระเจ้าลี้ไท้ตง กษัตริย์ผู้ครองกรุงฮานอย ทรงอยากได้พระราชโอรสและรอคอยมานานมาก จนคืนหนึ่งพระองค์ทรงพระสุบินว่าเจ้าแม่กวนอิมได้มาปรากฎตัวที่สระบัว และทรงประธานพระราชโอรสให้กับพระองค์ หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็ทรงได้พระราชโอรสสมพระทัย พระองค์จึงสร้างวัดเจดีย์เสาเดียวขึ้น ทำให้ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้รับความนิยม และได้รับแรงศรัทธาจำนวนมากที่มาขอพรให้ได้บุตรจากเจ้าแม่กวนอิม และด้วยความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครจนทำให้วัดเจดีย์เสาเดียวได้รับ "รางวัลจากกินเนสส์บุ๊คเวียดนาม" เมื่อปี 2007 อีกด้วย




📌เจดีย์เสาเดียวในช่วงเทศกาล

            เดิมนั้น ในวันที่ 8 เมษายนของปี 1049 วัดแห่งนี้จะเป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีประจำปีเนื่องในวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์จัดให้มีพิธีสรงน้ำพระที่นี่และดึงดูดให้พระสงฆ์และฆราวาสเข้าร่วมพิธีด้วย ตั้งแต่นั้นมาวัดเจดีย์เสาเดียวจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีการจัดงานประเพณีถวายพระพรหลังจากเสร็จสิ้นพิธีต่าง ๆ



            เจดีย์เสาเดียวในช่วงเทศกาลนั้น มักถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้ ธง และโคมไฟสีแดงอร่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาที่นี่ เพื่อเข้าร่วมขบวนแห่แสงไฟประดับเจดีย์ถวายธูปเทียนเพื่อขอพรปีใหม่



✅สถาปัตยกรรม  วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น มีลักษณะเป็นศาลาไม้ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนเสาทำจากหินต้นเดียวมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.25 เมตร อยู่ในใจกลางสระบัวรูปสี่เหลี่ยม    

                                                                           ที่มา : https://clickstour.wordpress.com/
      

            วัสดุหลักที่ใช้ในสถาปัตยกรรมของเจดีย์เสาเดียวคือ ไม้ ไม้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบรายละเอียดสำหรับผนังและคาน ตัวศาลาได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ทางพุทธศาสนา

            เจดีย์มีหลังคากระเบื้องโค้งที่มุมทั้ง 4 และบริเวณตรงกลางหลังคาเป็นรูปพระจันทร์นูนยาว ทุกมุมของหลังคากระเบื้องมีรูปสลักหัวมังกรที่โดดเด่นมาก นี่คือจุดเด่นด้านการออกแบบที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมวัดโบราณของเวียดนาม

            ประตูด้านหน้าเจดีย์เสาเดียว เป็นลักษณะการออกแบบประตูตามสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของเวียดนามคือ มีทางเข้าแบบโค้ง 3 ทาง ได้แก่ ทางเข้าขนาดใหญ่ตรงกลาง และทางเข้าขนาดเล็ก 2 ข้าง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นด้านสถาปัตยกรรมวัดโบราณของเวียดนาม



                                  ที่มา : https://www.expedia.co.th/One-Pillar-Pagoda-Hanoi.d6115808.Place-To-Visit

✅❗วัน-เวลา ในการเข้าชม ✅❗

เจดีย์เปิดให้เข้าชมตลอดสัปดาห์ในช่วงฤดูร้อน แต่ปิดในวันจันทร์และศุกร์ในช่วงฤดูหนาว เข้าชมฟรี

 

        หากใครมีโอกาสไปเที่ยวที่เมืองฮานอย เวียดนาม อย่าลืมที่จะเข้าไปกราบไหว้หรือเข้าไปชมวัดเจดีย์เสาเดียวกันด้วยนะคะ ซึ่งเป็นสถานที่น่าสนใจที่ควรแก่การไปเที่ยวและเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเวียดนามได้อีกด้วย และหลังจากเยี่ยมชมเจดีย์เสาเดียวแล้วสามารถเยี่ยมชมจุดต่างๆที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น Quan Thanh Temple , วัด Bach Ma, วัดหง็อกเซิน และเจดีย์เฉินก๊วก เป็นต้น 


Thank you


👋👋👋👋👋

🙏🙏🙏ขอขอบคุณข้อมูลจาก

OneCot.Vn. (2563). Chùa Một Cột. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2563, จาก https://xn--chamtct-z1a8499dca.vn/

Ta Rachatateraphat. (2563)วัดเจดีย์เสาเดียวสืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2563, จาก https://www.wongnai.com/reviews/9d6c58a2bdec4ee4929cbc9f7c5a06e3

 Wikipedia. (2563). One Pillar Pagoda. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2563, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/One_Pillar_Pagoda


ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการปฏิบัติงานของมัคคุเทศก์


            สวัสดีค่ะ มาพบเจอกันอีกแล้วกับบล็อก LOVE TO TRAVEL ใครที่ใฝ่ฝันอยากเป็นมัคคุเทศก์หรือสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของมัคคุเทศก์นั้น มาทางนี้เลยค่ะ เพราะครั้งนี้บล็อกของเราไม่พลาดที่จะนำเสนอความรู้ดี ๆ ให้ทุกท่านได้ศึกษาและทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันค่ะ 

            ก่อนอื่น มัคคุเทศก์จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ปัจจุบัน เช่น ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม เป็นต้น เพราะข้อมูลเหล่านี้ล้วนสามารถนำมาเชื่อมโยงกับการทำงานของมัคคุเทศก์ได้เช่นกัน แต่ก่อนที่มัคคุเทศก์จะปฏิบัติงานหรือนำเที่ยวได้ในแต่ละครั้งย่อมมีการวางแผนและเตรียมการทำงานในหลาย ๆ เรื่อง ดังต่อไปนี้


สรุปขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการปฏิบัติงานของมัคคุเทศก์ 

4 ประเด็น         




1. ตรวจสอบเอกสารหรือรายละเอียดทัวร์ 

    มัคคุเทศก์เมื่อได้รับมอบหมายงานจากบริษัทนำเที่ยวแล้ว สิ่งสำคัญก่อนการลงมือปฏิบัติงาน คือ ต้องรับทราบและเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทัวร์ที่เรารับผิดชอบ ได้แก่  

            เอกสารเบื้องต้นที่มัคคุเทศก์ต้องรู้

-          รายละเอียดในใบงาน (Job Order or Tour Order)

-          จำนวนและข้อมูลส่วนตัวของนักท่องเที่ยว

-          รายการนำเที่ยวฉบับสมบูรณ์ เช่น วันและเวลาในการเดินทาง ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทางในแต่ละสถานที่ สถานที่พักแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก

-          รายละเอียดการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในระหว่างการนำเที่ยว

-          เอกสารและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

-          นโยบายของบริษัทในกรณีที่เกิดปัญหาหรือเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น


             นอกจากเอกสารเบื้องต้นที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ยังต้องตรวจสอบรายการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รายการนำเที่ยวสำหรับผู้นำเที่ยว, ใบ Voucher หรือสัญญาการซื้อบริการนำเที่ยว, สำเนาจดหมายติดต่อธุรกิจระหว่างบริษัทนำเที่ยวกับสถานประกอบการต่าง ๆ และรายชื่อนักท่องเที่ยวสำหรับการจัดที่นั่งบนรถ บนเครื่อง รวมถึงรายชื่อการจัดห้องพัก ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเอกสารที่มัคคุเทศก์จำเป็นต้องรู้และมีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่จะอำนวยความสะดวก ช่วยแก้ไขปัญหาและสามารถนำนักท่องเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ครบถ้วนตามที่กำหนดในรายการ

            เอกสารเพิ่มเติมกรณีการนำเที่ยวออกนอกประเทศ (outbound tour)

            -    บัตรโดยสารเครื่องบินของนักท่องเที่ยว

            -   แบบฟอร์มการเข้า ออกประเทศ (Immigration Form) และแบบฟอร์มการแจ้งรายการสิ่งของต่อศุลกากร (Custom Declaration Foam) ของประเทศที่จะเดินทางไป

             หนังสือเดินทาง (Passport)


 


2. จัดเตรียมอุปกรณ์ในการนำเที่ยว

            แน่นอนว่าการนำเที่ยวที่จะมีประสิทธิภาพได้นั้น ต้องมีการวางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากมายเพื่อให้การเดินทางในแต่ละครั้งราบรื่น และสามารถสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย

            

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานนำเที่ยว ประกอบด้วย

-ป้ายชื่อหรือสติกเกอร์ (Tag) สำหรับติดกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว

-ริบบิ้นสีสดใสสำหรับผูกติดกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว

-ป้ายชื่อของนักท่องเที่ยวสำหรับให้นักท่องเที่ยวติดไว้กับตัว

-สิ่งของเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ สำหรับให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

-อาหารว่างและเครื่องดื่ม

-อุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกระหว่างการเดินทาง

-เครื่องปฐมพยาบาล ***สำคัญมาก

-เครื่องขยายเสียงแบบพกพา

 


3. การเตรียมตัวด้านข้อมูลและด้านการติดต่อประสานงาน

            ก่อนการปฏิบัติงานมัคคุเทศก์ต้องเตรียมตัวในเรื่องของข้อมูลของสถานที่ที่จะเข้าชม เช่น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ต้องทราบวันและเวลาทำการ รายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น และทำการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โรงแรม กรมศิลปากร ตำรวจท่องเที่ยว บริษัทประกันภัย เป็นต้น

 




4. การเตรียมความพร้อมของตัวเอง💪

            สิ่งสำคัญที่สุดในการเตรียมตัวก่อนปฏิบัติงานการนำเที่ยวคงจะหนีไม่พ้นการเตรียมความพร้อมของตัวมัคคุเทศก์เอง เพราะมัคคุเทศก์ถือเป็นผู้นำหรือตัวแทนของประเทศที่จะบอกเล่า อธิบายประวัติศาสตร์ รวมถึงเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีให้กับคนที่มาชมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

        

    การเตรียมความพร้อมของตัวเอง ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

            -ด้านสุขภาพ ควรมั่นดูแลตัวเองและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเสริมบุคลิกที่ดี

            -ด้านของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ครีมกันแดด ยาประจำตัว เป็นต้น

            -ด้านเอกสารส่วนตัว มัคคุเทศก์คือบุคคลที่ต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางครบถ้วนที่สุด เพื่อเป็นการยืนยันว่าเรามีความพร้อมในการนำเที่ยวและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บริษัทนำเที่ยว🚩🚩🚩🚩🚩

  

🚗🚗🚗🚗🚗

        เป็นอย่างไรกันบ้างคะ จาก 4 ประเด็นที่พูดถึงการเตรียมตัวก่อนการปฏิบัติงานของมัคคุเทศก์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทัวร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ ข้อมูลสถานที่ การติดต่อประสานงาน และที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมของตัวเอง ทั้ง 4 ประเด็นต่างมีความสำคัญที่จะทำให้การนำเที่ยวของมัคคุเทศก์ลุล่วงไปได้ด้วยดี และยังจะทำให้เป็นที่น่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวได้เช่นกัน หวังว่าบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจนะคะ

👋👋👋👋👋👋👋

ขอลาไปก่อน เจอกันบล็อกหน้านะคะ


เทคนิควิธีการนำทัวร์ของมัคคุเทศก์

 

เทคนิควิธีการนำทัวร์ของมัคคุเทศก์


            ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคำว่า มัคคุเทศก์ หรือที่หลาย ๆ คน เรียกติดปากกันว่า ไกด์ มัคคุเทศก์หรือไกด์ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่ใครหลาย ๆ คนใฝ่ฝันเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอาชีพที่ได้ท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา ได้เดินทางไปพบเจอสิ่งใหม่ ๆ และยังได้ประสบการณ์ในระหว่างการทำงานจากการพบปะกับผู้คนมากมาย

            👉มัคคุเทศก์ หมายถึง  ผู้ที่ทำหน้าที่นำนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ และให้คำอธิบายแนะนำเกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ หรืออาจกล่าวง่าย ๆ ว่าเป็นผู้นำทางหรือชี้ทาง และยังให้ความช่วยเหลือ ข้อมูล ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่าง ๆ แก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว แต่ขอบเขตการทำงานของมัคคุเทศก์นั้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่นำเที่ยวเท่านั้น ยังมีหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เป็นผู้จัดการทัวร์ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของลูกทัวร์ จัดสรรเวลาต่าง ๆ ในการเดินทางและทำกิจกรรม และยังเป็นผู้อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งด้านโรงแรม ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการเดินทาง และด้านอื่น ๆ เป็นต้น

            จะเห็นได้ว่าหน้าที่ของการเป็นมัคคุเทศก์ต้องมีความรับผิดชอบในหลาย ๆ เรื่อง แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดของการเป็นมัคคุเทศก์ที่ดี และมีประสิทธิภาพได้นั้นจะต้องมีความสามารถในการนำทัวร์ให้น่าสนใจ ดึงดูดผู้ฟังให้ได้มากที่สุด รวมทั้งบุคลิกภาพ การยิ้มแย้ม สายตาที่เป็นมิตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวเห็นแล้วประทับใจ

            ในครั้งนี้เราจะมาสรุปเทคนิควิธีการนำทัวร์ของมัคคุเทศก์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้


1.กระบวนการทำงานของมัคคุเทศก์

            ในช่วงแรกของการนำทัวร์ มัคคุเทศก์จะต้องหาจุดที่เหมาะสมในการยืนอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ ก่อนที่จะเข้าชมด้านใน โดยต้องมีพื้นที่เพียงพอต่อจำนวนลูกทัวร์ ไม่เป็นทางสัญจร ร่มรื่น ไม่แดดมากจนเกินไป และลูกทัวร์ต้องสามารถมองเห็นมัคคุเทศก์ได้สะดวก ซึ่งกระบวนการในการทำงานของมัคคุเทศก์ในช่วงแรกนั้น ประกอบด้วย

1.1   การแนะนำตัว มัคคุเทศก์จะต้องแนะนำตัวเองกับลูกทัวร์ทุกคนตั้งแต่เริ่มแรก อาจพูดเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาเพื่อให้ลูกทัวร์สนใจที่จะฟังเรามากขึ้น เช่น ประสบการณ์การเป็นมัคคุเทศก์ให้กับชาวไทยที่ต่างประเทศหรือชาวต่างชาติที่มาเที่ยวที่ประเทศไทย เป็นต้น


1.2   ภาพรวมของโปรแกรมทัวร์ มัคคุเทศก์ควรกล่าวถึงโปรแกรมทัวร์ในภาพรวมว่าในวันนั้นลูกทัวร์จะได้เดินทางไปสถานที่ใดบ้าง มีอะไรน่าสนใจ และจุดไฮไลท์อยู่บริเวณไหน เพื่อให้ลูกทัวร์เตรียมตัวสำหรับการเดินทางและท่องเที่ยวครบทุกสถานที่ตามโปรแกรมที่วางไว้


1.3   แนะนำข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่กำลังจะเข้าชม ก่อนที่มัคคุเทศก์จะนำลูกทัวร์เข้าชมภายในของสถานที่นั้น ๆ มัคคุเทศก์จำเป็นต้องพูดถึงข้อมูลเบื้องต้นให้ลูกทัวร์เข้าใจก่อน เช่น ประวัติความเป็นมา การก่อสร้างเมื่อไหร่โดยใคร สำคัญอย่างไร และจุดสนใจหลักคือบริเวณใด เพื่อให้นักท่องเที่ยวภูมิใจที่ได้มา ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ต้องสั้น กระชับ และเหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวนั้น ๆ ด้วย


1.4   ข้อควรระวัง/ ข้อห้าม เป็นสิ่งสำคัญมากที่มัคคุเทศก์ต้องอธิบายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายภาพหรือวิดีโอ เพราะบางสถานอาจมีข้อห้าม เนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปไปทำให้โบราณวัตถุเสื่อมสภาพ รวมทั้งเป็นการรักษาสิทธิ์ของผู้เข้าชมรายการอื่น ๆ ที่ต้องการชมโดยไม่ถูกรบกวน นอกจากนี้มัคคุเทศก์ต้องอธิบายเรื่องกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่รู้มาก่อน อธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของความเชื่อ ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม และลักษณะร่วมของคนแต่ละชาติ และไม่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิดระหว่าง เช่น การห้ามสวมหมวกในในวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะวัฒนธรรมของคนไทยมองว่า “ไม่สุภาพ” เป็นต้น

         

                  นอกจากนี้ยังมีเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในขณะเดินชม เช่น ทางต่างระดับ ทางราด และชี้แจงการนัดหมายในเรื่องการเข้าห้องน้ำ เวลาในการเข้าชมในแต่ละสถานที่ และการนัดหมายจุดนัดพบที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวหลงทางได้

  



2. เนื้อหาที่มัคคุเทศก์ควรนำเสนอ  


            การนำทัวร์ที่ดีควรมีเนื้อหาในการพูดที่เหมาะสมและถูกต้อง คลอบคลุมประเด็นสำคัญ และต้องกระชับเข้าใจง่าย โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้


            2.1 พูดใจความสำคัญของเนื้อหา โดยมัคคุเทศก์จักต้องเรียงลำดับความสำคัญของเนื้อหามาก่อน ซึ่งเนื้อหาต้องครอบคลุมว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม และอย่างไร จุดสำคัญคือต้องกระชับ เข้าใจง่าย


            2.2 เลือกพูดเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจ หลังจากที่มัคคุเทศก์ได้พูดใจความสำคัญจากข้อ 2.1 ไปแล้ว ประเด็นสำคัญต่อมาคือการพูดเรื่องที่กลุ่มของลูกทัวร์ของเราสนใจ โดยประเมินจากช่วงวัย เพศ หรือวัฒนธรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นชาวไทย ชาวจีน เป็นต้น


            2.3 เกร็ดความรู้เพิ่มเติม ในส่วนนี้เป็นส่วนเพิ่มเติม อาจจะพูดหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเวลาที่เหมาะสม


             จากที่กล่าวมา เนื้อหาในการพูดทั้งหมดนั้นต้องสามารถเชื่อมโยงในแต่ละที่ได้ ไม่วกไปวนมา และไม่ยาวจนเกินไป


 



3. เทคนิคการนำชมและการพูดของมัคคุเทศก์ที่ดี


            การพูดเป็นศาสตร์และศิลป์อาจจะต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของผู้พูดด้วย มัคคุเทศก์ต้องมีการเตรียมตัวที่ดีสำหรับการอธิบาย การลำดับเนื้อหา ถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย รู้จักกาลเทศะ ควรพูดเรื่องใด เวลาใด ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับเพศ วัย และสถานการณ์ ประกอบกับท่าทางและสายตา ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ สามารถสรุปได้ดังนี้

            3.1 ลักษณะท่าทาง ในขณะที่มัคคุเทศก์กำลังนำเสนออยู่นั้น ควรยืนเอียงประมาณ 45 องศา โดยไม่หันหลังให้กับลูกทัวร์ และไม่จำเป็นต้องดูสิ่งที่เรานำเสนอมากจนเกินไป หรืออย่างมาก คือหันไปมองดูเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ เพราะมัคคุเทศก์ต้องสื่อสารกับลูกทัวร์ตลอดเวลาว่าเข้าใจในสิ่งที่เราอธิบายหรือไม่

            3.2 การใช้ภาษามือ เป็นการช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจง่ายขึ้น โดยชี้ไปยังสถานที่ที่กำลังอธิบาย ช่วยบอกตำแหน่งที่ถูกต้อง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรใช้ภาษามือไปเกินความจำเป็น เช่น การแกว่งแขนมากเกินไป ทำให้เสียบุคลิกภาพ และยังทำให้ลูกทัวร์สับสนอีกด้วย

            3.3 บุคลิกภาพ ความมั่นใจเป็นสิ่งที่มัคคุเทศก์พึงมีตลอดเวลา เพราะช่วยให้เราดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ต่อมาคือการยิ้มแย้ม ซึ่งเป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกทัวร์ และการพูดจา ควรระมัดระวังเกี่ยวกับคำพูด น้ำเสียง ปฏิกิริยาของผู้ฟังอยู่เสมอ

            3.4 การให้ลูกทัวร์ได้มีส่วนร่วม โดยการให้ลูกทัวร์ได้ตอบคำถามต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่จะทำให้ลูกทัวร์สนใจในการฟังมากขึ้น รู้สึกสนุกสนาน และเกิดความสนิทสนมระหว่างมัคคุเทศก์และลูกทัวร์ ช่วยสร้างมิตรภาพที่ดีซึ่งกันและกัน     

            3.5 การใช้อุปกรณ์เสริม กรณีใช้อุปกรณ์เสริมเป็นวิธีที่จะช่วยให้ลูกทัวร์เข้าใจ และเห็นภาพชัดเจนในขณะที่กำลังอธิบาย เพราะในบางสถานที่มัคคุเทศก์ไม่สามารถเข้าไปอธิบายใกล้ ๆ ได้ พื้นที่แคบ และแออัด จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ช่วย เช่น ภาพถ่าย เป็นต้น

            3.6 การใช้คำอธิบายลักษณะสิ่งของ หรือเรียกง่าย ๆว่า การใช้คำ adjective เพื่ออธิบายลักษณะสำคัญของสิ่งนั้น ๆ เช่น สี รูปทรง เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นสิ่งที่กำลังฟังได้รวดเร็วขึ้น   

            3.7 อื่น ๆ เช่น การใช้สายตาต้องทั่วถึง เพราะมัคคุเทศก์ต้องวิเคราะห์ผู้ฟังตลอดเวลา เทคนิคการตอบคำถาม คือ มัคคุเทศก์ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามยาวจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เสียเวลาและลูกทัวร์คนอื่น ๆ อาจจะเบื่อได้ นอกจากนี้การนัดหมายเวลาและสถานที่เป็นส่วนสำคัญทุกครั้งที่มัคคุเทศก์ต้องย้ำและอธิบายอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการพลัดหลงและเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง

 

ที่มา : https://traxasia.com

 

    👉👉เป็นอย่างไรกันบ้าง การเป็นมัคคุเทศก์ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเรานะคะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีการนำทัวร์ ถือเป็นหัวใจของการทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การยิ้มแย้ม การรักษาเวลา การดูแลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และอีกมากมาย เพราะอาชีพมัคคุเทศก์นั้นไม่ได้เป็นเพียงคนนำเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนตัวแทนของประเทศ หรือนักการทูต เนื่องจากมัคคุเทศก์เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด ดังนั้นสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศได้ ถ้ามัคคุเทศก์แสดงตนเป็นเจ้าบ้านที่ดี คอยห่วงใย ดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยว แสดงออกถึงเอกลักษณ์ไทยที่ดีงามและแสดงน้ำใจที่แท้จริงให้นักท่องเที่ยวเห็น ก็จะให้นักท่องเที่ยวประทับใจในการเที่ยวของประเทศนั้น ๆ และกลับมาเยือนอีกในครั้งต่อ ๆ ไป 




🙏🙏🙏🙏THANK YOU 👋👋👋👋👋




อ้างอิงข้อมูล 

Professional English Guide Club Plus Thailand. (2561). PEG guiding techniques modelled after WFTGA at wat po. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2563, จาก https://www.youtube.com/watch?v=NIF574cG9IU  

 

 

 


การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ก่อนเข้าสู่ความเป็นอารยธรรม

 

👉การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ก่อนเข้าสู่ความเป็นอารยธรรม👈



            ก่อนที่มนุษย์เราจะเริ่มมีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยี ภาษา สังคม วัฒนธรรม รวมถึงแบบแผนในการดำรงชีวิตที่เราดำรงอยู่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นย่อมมีจุดเริ่มต้นโดยเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรืออยู่ระหว่าง 2.5 ล้านปี ถึงประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว มนุษย์เริ่มรู้จักเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากธรรมชาติ รู้จักปรับใช้และพัฒนาจนกลายเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีพ ในขณะเดียวกันมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิถีชีวิต สังคม เป็นต้น เนื่องมาจากความคิด ความเชื่อได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา


            การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สามารถสรุปได้เป็น 3 ยุค ดังนี้

1. ยุคหินเก่า (Paleolithic Era) มนุษย์ในยุคนี้มีความเป็นอยู่แบบเร่ร่อน อาศัยอยู่ตามถ้ำหรือเพิงผา ยังไม่มีที่อยู่อาศัยหรือที่ตั้งแบบถาวร ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ หาของป่า หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ต้องพาธรรมชาติเป็นอย่างมาก


            สำหรับเครื่องมือเครื่องใช้ในยุคนี้ มนุษย์รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือจากเศษหิน เช่น เครื่องมือหินกะเทาะ ที่มีลักษณะหยาบ ใหญ่ หนาแต่ยังไม่มีการฝนให้เรียบ พบหอกไว้สำหรับล่าสัตว์ แหไว้หาปลา ธนูที่ทำจากไม้ และยังรู้จักการใช้ไฟสำหรับหุงต้มอาหารและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย


            พัฒนาการต่อมาคือ ศิลปะ ในยุคหินเก่าหลักฐานส่วนใหญ่เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังถ้ำ เป็นรูปสัตว์ป่า เช่น วัวกระทิง กวางแดง เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการแกะสลักในบริเวณถ้ำอีกด้วย นอกจากนี้ในยุคหินเก่ามีการฝังศพหรือทำเป็นสุสาน มีการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย และมีการนำเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธต่าง ๆ ของผู้ตายฝังไว้ในหลุมด้วย


      2. ยุคหินใหม่ (Neolithic Era) เป็นยุคของการปฏิวัติเกษตรกรรม มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย โดยมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เช่น มีการปลูกข้าวและพืชอื่นๆ เช่น ถั่ว ฟัก บวบ และเลี้ยงสัตว์หลายชนิดมากขึ้น เช่น แพะ แกะ และ วัว ซึ่งก็คงทั้งไว้ใช้งานและเป็นอาหาร เป็นความเจริญที่ทำให้ประชากรในยุคนี้รู้จักผลิตอาหารได้เอง เกิดการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนและทำการค้าขาย เกิดเป็นสังคมขนาดเล็กเกิดขึ้น มีการรวมกลุ่มกันและพัฒนาเป็นสังคมเกษตรกรรม


            มนุษย์ยุคนี้มีความเจริญทางวัตถุหรือเครื่องมือเครื่องใช้ เริ่มมีการขัดฝนหินให้แหลมเงา มีความประณีต เพื่อให้เครื่องมือมีประสิทธิภาพในการใช้สอยมากขึ้น เช่น มีดหินซึ่งสามรถเฉือนวัตถุต่าง ๆ ได้ เป็นต้น

                              
                                                       ที่มา : http://www.ngwk.ac.th/web/social/em-orn/west-culture/page1.htm

            พัฒนาการทางด้านศิลปะ พบหลักฐานมากมายที่แสดงถึงความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม เช่น เครื่องปั้นดินเผาแสดงออกถึงความสามารถในการปั้นหม้อดินและใช้ประโยชน์ในการหุงต้มอาหารได้ มีเครื่องทอผ้า มนุษย์ในยุคหินใหม่มีการเรียนรู้รู้จักทอผ้าจากเส้นใยพืชสวมใส่เป็นเครื่องนุ่งห่มและทอเป็นเชือกทำเป็นแหหรืออวนจับปลา นอกจากนี้ยังพบคันไถสำหรับใช้งานการเกษตรอีกด้วย


3. ยุคอารยธรรม (The First Cities and Civilizations) หรือเรียกง่าย ๆ ว่ายุคของการเข้าสู่สังคมเมืองและก่อเกิดเป็นอารยธรรม ในยุคนี้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก สังคมมีการขยายใหญ่ขึ้น มีการวางผังเมืองและแบ่งพื้นที่สำหรับใช้สอย มีการสร้างชลประทานเพื่อกักเก็บน้ำและอาหาร ถือเป็นผลผลิตที่เกินความต้องการถูกนำไปให้กลุ่มชนชั้นสูงและยังสามารถนำใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ การขยายตัวของสังคมในยุคนี้ทำให้ผู้คนประกอบอาชีพที่หลากหลาย หรือเรียกว่า เกิดแรงงานเฉพาะพิเศษ(กลุ่มอาชีพ) ซึ่งถูกแบ่งไปตามความถนัดของแต่ละบุคคล เช่น ช่างฝีมือ ฯลฯ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการขยายตัวของอารยธรรม และมีความซับซ้อนทางสังคมที่ชัดเจนโดยมีการแบ่งชนชั้นทางสังคม เช่น กลุ่มผู้ปกครอง(ขุนนาง นักรบ นักบวช), กลุ่มพ่อค้า, กลุ่มเกษตรกร และทาส   

ที่มา : https://medium.com/

                                                
                                                                    ที่มา : http://www.ngwk.ac.th/web/social/em-orn/west-culture/page1.htm

            สำหรับเครื่องเครื่องใช้และศิลปะในยุคอารยธรรม มนุษย์ยุคนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกิดการกระจายกรรมวิธีในการทำเกษตรกรรมไปทั่วโลก อันแสดงถึงการพัฒนาความสามารถทางความคิดด้วยการมีความสามารถนำโลหะมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ กรรมวิธีมีความยุ่งยากมากขึ้นจากเดิม เช่น การถลุงแร่ การขึ้นรูปทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยการตีหรือการหล่อในแม่พิมพ์ เป็นต้น ซึ่งนอกการรู้จักใช้เหล็กและสำริดแล้วยังมีการประดิษฐ์การตัวอักษรหรือเขียน


            การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิถีชีวิต สังคม และความเชื่อได้ถูกสั่งสมจนก่อเกิดเป็นอารยธรรมในเวลาต่อมา ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสังคมมากขึ้น


สรุป  จากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ จนเข้าสู่ความเป็นอารยธรรมที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเห็นถึงความแตกต่างของแต่ละยุคโดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  •        วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งเริ่มแรกนั้นยุคหินเก่ามนุษย์มีความเป็นอยู่แบบเร่ร่อน ล่าสัตว์หาของป่า ไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถาวร ในขณะที่ยุคหินใหม่และยุคอารยธรรม มนุษย์ได้มีการตั้งรกรากที่มั่นคง มีชุมชนและการกลุ่มกันทำการค้าขาย และมีอาชีพเกษตรกรรม จนเข้าสู่ความเป็นอารยธรรมเกิดความหลากหลายทางอาชีพและชนชั้นทางสังคมที่ซับซ้อน รวมทั้งมีการวางผังเมือง มีการจัดระเบียบพื้นที่ใช้สอยและมีการปกครองเป็นส่วน ๆ
  •       เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ มนุษย์ในยุคหินเป็นยุคที่ยังไม่มีความประณีตหรือขัดฝนหินให้เป็นรูปร่างลักษณะเหมือนยุคหินใหม่ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคอารยธรรมทุกสิ่งทุกอย่างถูกพัฒนา เครื่องมือเครื่องใช้มีความทนทาน แข็งแรงมากขึ้น มีการใช้เหล็กและสำริด รวมทั้งมีการประดิษฐ์อักษร
  •       ศิลปะ ซึ่งทั้ง 3 ยุค เริ่มมีพัฒนาการจากการขีดเขียนตามฝาผนังถ้ำในยุคหินเก่า จนไปสู่การรู้จักปั้นเครื่องปั้นดินเผา รู้จักการทอผ้าซึ่งเกิดในช่วงหินใหม่ และเมื่อเข้าสู่การเป็นสังคมเมือง ศิลปะต่าง ๆ มีความสวยงามและขนาดใหญ่มากขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงศิลปะตามฝาผนังแต่มีการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่และไว้สำหรับทำประโยชน์ในด้านต่าง ๆ  

 

จบไปแล้วกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ จนเข้าสู่ความเป็นอารยธรรม นี้เป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนของวิวัฒนาการของมนุษย์  อย่าลืมติดตามบล็อกต่อไปกันด้วยนะคะ
🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏